ปัตตานี: มโนภาพ – ความจริง

1
 บทความนี้ได้รับการตีพิมพ์ในจุลสารมุสลิมทัศน์ โดยโครงการอิสลามศึกษาฯ ม.วลัยลักษณ์ (ISWU) 
มัสยิดกรือเซะ

มโนภาพ

เป็นเวลาล่วงเลยมาถึง 10 ปีแล้ว เหตุการณ์ครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ยากที่จะลืมเลือน คือ เหตุการณ์ตากใบ และกรือเซะ ที่เกิดขึ้นในเดือนมกราคมและเมษายน ปี พ.ศ.2547 ในเวลานั้น ผมยังวัยเยาว์เกินไปที่จะตระหนักถึงนัยความสำคัญมัน ด้วยความที่เป็นคนนอกพื้นที่ ไม่รู้ถึงความเป็นจริง รับรู้เพียงข้อมูลที่ป้อนให้โดยสื่อกระแสหลัก ผม (รวมไปถึงคนไทยอีกมาก) จึงมีมโนภาพว่าพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่อันตราย คนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่สามารถไว้ใจได้ ด้วยหลายที่มา-นานาเหตุผล

จนถึงวัยที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ผมได้พบปะคบหากับเพื่อนฝูงที่มีภูมิลำเนามาจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้บ้าง ผมเรียกพวกเขาว่า “เด็กสามจังหวัด” เวลาผ่านไปก็ได้เรียนรู้เด็กสามจังหวัดมากขึ้น เข้าใจถึงพื้นเพครอบครัว สภาพสังคมถิ่นกำเนิดของเด็กสามจังหวัด ทำให้ทรรศนะคติเกี่ยวกับ “สามจังหวัดชายแดนภาคใต้” ของผมเปลี่ยนไป ผมเห็นความสวยงามของความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างภาคใต้ตอนบนและวัฒนธรรมมลายู สนใจที่จะเรียนรู้ถึงที่มาที่ไปของเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สืบค้นข้อมูล อ่านหนังสือ/บทความที่ให้ทรรศนะเกี่ยวกับเหตุการณ์ ผมตั้งปณิธานกับตัวเองไว้ว่าจะไปเยี่ยมเยียนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้สักครั้ง เพื่อดูกับตาตัวเองว่า ที่เราดูข่าวอ่านข่าวทุกวันๆนั้น มันจริงหรือเท็จแค่ไหน?


ออกเดินทาง

ผมได้รับการเชิญชวนให้ติดตามคนรู้จักท่านหนึ่งไปทำธุระที่จังหวัดปัตตานี ผมตอบรับอย่างไม่ลังเล บ่ายของวันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคมเราเดินทางผ่าน อ.จะนะเข้าสู่เขตจังหวัดปัตตานี ทุกกิโลเมตรที่เราเข้าใกล้ตัวเมืองปัตตานีคือความตื่นเต้น ที่จะได้สัมผัสกับสถานที่ในฝัน

บังเกอร์ และด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ทหารคือสิ่งแปลกตาอันดับแรกที่ผมพบเจอ ในแวบแรกมันสร้างความหวาดกลัวและกังวล แต่เมื่อเราผ่านหลายๆด่านไปอย่างไร้ปัญหา ความหวาดกลัวก็หมดไป ทำให้สายตาและสมองได้มองเห็นความสวยงามของชีวิตที่เรียบง่ายของคนชนบทตามรายทาง หากตัดด่านตรวจออกไป ละแวกชนบทของปัตตานีก็สงบสุข เรียบง่าย น่าอยู่อาศัยไม่ต่างกับชุมชนมุสลิมในแถบอำเภอท่าศาลาที่ผมคุ้นเคยแม้แต่นิดเดียว

เมื่อถึงอำเภอเมืองปัตตานี สถานที่แรกที่เราแวะคือ มัสยิดกรือเซะ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ในฐานะมัสยิดเก่าแก่อายุกว่า 200 ปี และจุดแตกหักสำคัญแห่งประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของไทยในกรณีกรือเซะ 28 เมษายน พ.ศ. 2547 สภาพอิฐที่สึกร่อนด้วยลมฟ้าอากาศและกระสุนมันให้ความรู้สึกถึงความแข็งแกร่งของชาวปัตตานี ที่ยังคงยืนหยัดอยู่ภายใต้ปัญหาความไม่สงบได้ผมเดินเก็บภาพด้านนอกและด้านในของมัสยิดจนได้เวลาอะซานอัสรี ก็มีชาวบ้านเดินทางมาร่วมละหมาดจำนวนหนึ่ง

หลังจากนั้นเราเดินทางเข้ามาในตัวเมือง และเที่ยวชมมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี มัสยิดนี้เป็นมัสยิดที่สวยงามมากๆ สร้างโดยรัฐบาลไทย เปิดใช้ในปี พ.ศ.2506 โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

มัสยิดกลางปัตตานี

ผู้นำทางของผมเล่าให้ฟังว่า จริงๆแล้วมัสยิดนี้มีนัยทางประวัติศาสตร์อยู่ คือ ณ ตอนแรกปัตตานีมีมัสยิดรายาฟาฏอนีที่ถูกสร้างตั้งแต่ครั้งที่สุลต่านมูฮัมหมัด (ตนกูบือซา) เป็นเจ้าเมืองปัตตานี (ประมาณ พ.ศ.2388-2399) เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวปัตตานีอยู่แล้ว แต่เมื่อมีการสร้างมัสยิดกลางฯขึ้น ความสำคัญของมัสยิดรายาฟาฏอนีในฐานะของมรดกตกทอดของเจ้าเมืองปัตตานีเก่าจึงลดลง ในวันรุ่งขึ้นผมจึงตั้งใจไปชมมัสยิดรายาฟาฏอนีเป็นสถานที่แรก

มัสยิดรายาฟาฏอนี

เดิมทีมัสยิดรายาฟาฏอนีนั้นเป็นอาคารไม้ แต่เวลาผ่านไปก็ได้รับการบูรณะแต่งเติมให้มีอาคารปูนซีเมนต์ครอบเอาไว้ แต่ภายในยังคงเหลือฝาฝนังที่ทำด้วยไม้อยู่ มีการแกะสลักไม้เป็นลายเถาวัลย์สวยงามมาก


ด้วยความช่วยเหลือของมิตรผู้ใจกว้างหลายท่าน ก็มีเจ้าบ้านใจดีรับอาสาพาผมไปเยี่ยมชมวังเก่ายะหริ่งที่ อ.ยะหริ่ง เราโชคดีมากที่สามารถติดต่อญาติของท่านเจ้าของวังได้ เราจึงได้โอกาสเข้าเยี่ยมชมภายในวัง แต่น่าเสียดายที่เราไม่พบเจ้าของวัง เพราะทั้งสองท่านไม่อยู่วังในวันนั้น

4

วังยะหริ่งเป็นอาคาร 2 ชั้น ครึ่งปูนครึ่งไม้แบบเรือนไทยมุสลิมผสมกับแบบบ้านแถบยุโรป สร้างโดยพระยาพิพิธเสนามาตยาธิบดีศรีสุรสงครามในปี พ.ศ. 2438 ณ วันที่เราเข้าเยี่ยมชมวังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มาก ผู้นำเยี่ยมชมได้เล่าว่า วังยะหริ่งเป็นสถานที่ทำความสะอาดร่างกายของนักโทษและเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวพระยายะหริ่งนับแต่อดีตมาจนปัจจุบัน


ความเป็นจริง

ที่สุดแล้ว ผมได้บรรลุความมุ่งหมายของตัวเองที่จะไปเยี่ยมเยียนพื้นที่สามจังหวัดแล้วส่วนหนึ่ง หากเป็นไปได้ (หากพระเจ้าประสงค์) ผมก็หวังว่าจะได้ไปเยือนนราธิวาสและยะลาด้วยเช่นกัน ผมเชื่อมั่นเสมอว่าการเดินทางจะทำให้เราเติบโตและมีความเข้าใจโลกมากขึ้นตลอด 3 วัน 2 คืน ผมไม่พบเห็นความรุนแรงหรือความขัดแย้งอย่างที่สื่อกระแสหลัก โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์พยายามสร้างให้เราเชื่อเลย ผมเห็นเพียงแค่ประชาชนธรรมดาๆที่อาศัยอยู่ในสถานที่อันสงบสุขและมีเสน่ห์ มายาคติเชิงลบที่ถูกสร้างขึ้นในมโนภาพ-ในจิตใจของเรา ได้สร้างความหวาดกลัวไม่ไว้วางใจต่อพื้นที่ และประชาชนคนร่วมชาติเดียวกัน เราใช้คำว่า “คนสามจังหวัดฯ” มาสร้างอคติตัดสินคนกลุ่มหนึ่งว่าเป็นคนที่แปลกแยก แตกต่าง ไม่พัฒนา แถมพูดไทยก็ไม่ชัด เราเรียกร้องหาเสรีนิยมที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมกันของมนุษย์ แต่ก็หลงลืมในจุดนี้

หมายเหตุ: หลังจากที่เขียนบทความนี้ผมได้ไปจังหวัดยะลาแล้ว โดยการเข้าร่วมกิจกรรม “คนเล่นกล้อง เดินป่าฮาลาบาลา” ในป่าฮาลาบาลา จัดโดย TK Park ยะลา รายละเอียดตามนี้ครับ: http://www.tkparkyala.com/index.php?name=gallery&cat=143

Author: Pakpoom

A Thai student in Germany, "it's not easy to be an adult".

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s